ดัชนีการใช้เงินคริปโตปีนี้พุ่ง 881% จากนักลงทุนรายย่อย

ข้อมูลล่าสุดจากดัชนี Global Crypto Adoption ทั่วโลกในปี 2021 ที่ก่อตั้งขึ้นโดยบริษัทวิเคราะห์คริปโต Chainalysis เปิดเผยว่าการใช้งานคริปโตของผู้บริโภคทั่วโลกเพิ่มขึ้น 881% ในปีที่แล้ว โดยมีผู้ใช้อันดับต้นๆ ได้แก่ เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน และยูเครน

Chainalysis ตั้งข้อสังเกตในรายงานว่า “ในตลาดเกิดใหม่ หลายคนหันไปใช้สกุลเงินดิจิทัลเพื่อออมเงินเมื่อเผชิญกับค่าเงินที่ลดลง การส่งและรับเงินโอน รวมถึงธุรกรรมทางธุรกิจ ในขณะที่การยอมรับในอเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตก และเอเชียตะวันออก ในปีที่แล้วได้แรงหนุนจากสถาบันการเงินเป็นส่วนใหญ่”

ในขณะเดียวกัน บันทึกการประชุมล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ ที่เผยแพร่วานนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของเฟดมีความกังวลเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจาก สกุลเงินดิจิตอล โดยให้ข้อสังเกตว่า “มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเสถียรภาพทางการเงินรวมถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องจากการใช้สกุลเงินดิจิตอลเพิ่มขึ้น”

Investing

Japan a global leader in cryptocurrency investment | The Japan Times

รายงานการประชุมเดือนก.ค.เฟดกรรมการเฟดส่วนใหญ่เห็นพ้องที่จะเริ่มปรับลด QE

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 1% เมื่อคืนนี้ (18 ส.ค.) หลังรายงานการประชุมเดือนก.ค.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่เห็นพ้องที่จะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในปีนี้ โดยรายงานดังกล่าวได้ฉุดหุ้นร่วงลงเป็นวงกว้าง ซึ่งรวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเฮลธ์แคร์ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรม

ดาวโจนส์ปิดที่ 34,960.69 จุด ลดลง 382.59 จุด หรือ -1.08%

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,400.27 จุด ลดลง 47.81 จุด หรือ -1.07%ดัชนี

Nasdaq ปิดที่ 14,525.91 จุด ลดลง 130.27 จุด หรือ -0.89%

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 27-28 ก.ค. โดยระบุว่า “กรรมการเฟดส่วนใหญ่มองว่า เมื่อพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้นตามที่เฟดคาดการณ์ไว้ ก็เป็นเรื่องเหมาะสมที่เฟดจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการ QE ในปีนี้ ขณะเดียวกันกรรมการเฟดมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐได้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อแล้ว และการขยายตัวของการจ้างงานก็ใกล้จะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ”

นักวิเคราะห์จากบริษัท Chase Investment Counsel กล่าวว่า แม้รายงานการประชุมเฟดจะแสดงให้เห็นว่า มีกรรมการเฟดส่วนหนึ่งที่เห็นต่างในเรื่องกรอบเวลาการปรับลดวงเงิน QE แต่รายงานการประชุมก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า เฟดมีความคิดที่จะลดวงเงิน QE แน่นอน ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัท Charles Schwab กล่าวว่า เฟดอาจจะส่งสัญญาณเรื่องการปรับลดวงเงิน QE ที่ชัดเจนมากขึ้นในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ในวันที่ 26-28 ส.ค.นี้

นิวซีแลนด์กลายเป็นประเทศล่าสุดที่ยืนยันการระบาดของเดลต้า

(CNN) รายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในนิวซีแลนด์เจการแพร่ระบาดครั้งแรกในรอบ 6 เดือนเป็นตัวDelta variant

รัฐบาลประกาศ ล็อกดาวน์ทั่วประเทศช่วงดึกของวันอังคาร หลายชั่วโมงหลังจากยืนยันผู้ติดเชื้อโควิด-19 และในวันพุธ ทางการนิวซีแลนด์ประกาศว่าพวกเขาได้ยืนยันอีก 6 เคสที่เป็นบวกทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเคสแรก ผู้ป่วยรายใหม่รายหนึ่งทำงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในโอ๊คแลนด์

edition.cnn.com

อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรลดลงในเดือนกรกฎาคม

อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรลดลงในเดือนกรกฎาคม อัตราการพาดหัวข่าวออกมาอ่อนแอกว่าที่คาดที่ 2.1% ต่อปี ต่ำกว่าที่คาดการณ์ ที่มองไว้ 2.5% ต่อปีในเดือนก่อนหน้า

BoE มีความเห็นว่าเงินเฟ้อเป็นเรื่องชั่วคราว และมีความเห็นดังนี้

“เราเห็นอัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือประมาณ 2% ในสิ้นปีหน้าเนื่องจากโรงงานผลิตขยายตัว

เช่นเดียวกับในเดือนก่อนหน้า ตัวเลขของวันพุธแสดงให้เห็นว่ารถยนต์มือสองเป็นตัวขับเคลื่อนเงินเฟ้อครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน

ปัญหาการขนส่งทั่วโลก อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ที่ขาดแคลน และการขาดแคลนสินค้าบางอย่าง เช่น ยานยนต์ มีส่วนทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นในหลายประเทศ

BLS แนะหาจังหวะลงทุนกองทุนหุ้นจีน-สหรัฐหลังศก.โลกกำลังเข้าสู่ช่วง Mid Cycle

      สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ส.ค. 64)--    นายเสริมศักดิ์ วงศ์สิทธิโชค ผู้อำนวยการ ฝ่ายค้าตราสารการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง (BLS) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงกลาง หรือ Mid Cycle หลังผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว สะท้อนจากภาพรวมเศรษฐกิจของหลายประเทศที่กลับมาฟื้นตัว จากการบริโภคภาคเอกชนและภาคบริการที่ปรับตัวดีขึ้น หลังมีการกระจายฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้บางประเทศเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด

      โดยเฉพาะสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและสหรัฐอเมริกาที่สามารถฟื้นตัวได้ก่อนประเทศอื่น ๆ เห็นชัดจากตัวเลขจีดีพี ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2564 ที่ขยายตัว 7.9% และ 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตามลำดับ ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาคาดการณ์ว่า ตัวเลขจีดีพี ในปี 2564 ของจีนและสหรัฐฯ อาจเติบโตประมาณ 7% และ 8.4% ตามลำดับ หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับมาอยู่ในระดับปกติ จากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น  
      จากมุมมองดังกล่าว รายงาน BLS Top Funds แนะนำผู้ลงทุนให้น้ำหนักการลงทุนใน "กองทุนหุ้นจีน"  และ "กองทุนหุ้นสหรัฐ" เน้นกองทุนรวมคุณภาพดีที่ลงทุนในบริษัทที่มีรายได้และกำไรแน่นอนเป็นหลัก และกระจายการลงทุนในหุ้นบริษัทชั้นนำที่มีอัตราการเติบโตสูง ประกอบด้วย 1. กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ) ที่มีการบริหารจัดการพอร์ตแบบยืดหยุ่น โดยสัดส่วน 80% ลงทุนหุ้นของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในทุกตลาด เช่น A-Share  และ H-Share เป็นต้น ซึ่งผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา สามารถบริหารจัดการได้ดีอยู่ในอันดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม จากการบริหารพอร์ตแบบเชิงรุก (Active)  
       
      "ตลาดหุ้นจีนที่มีการปรับฐานในช่วงที่ผ่านมา บวกกับแนวโน้มเศรษฐกิจระยะยาวที่อาจเติบโตต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสดีในการทยอยสะสมกองทุนหุ้นจีน โดยเฉพาะกอง B-CHINE-EQ เพราะกองนี้มีนโยบายกระจายการลงทุนไปในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ได้โฟกัสเพียงกลุ่มเทคโนโลยีจีนอย่างเดียว ฉะนั้นกองทุนนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลจีนเข้ามาควบคุมวงการเทคโนโลยีมากนัก ทั้งนี้กองทุนดังกล่าวมีให้ลงทุนในรูปแบบลดหย่อนภาษีอย่าง กองทุน B-CHINAARFM ซึ่งเป็นกอง RMF เน้นลงทุนหุ้นจีน A-Share และ กอง B-CHINESSF ที่ลงทุนในหุ้นจีนทั่วโลก" นายเสริมศักดิ์ กล่าว    

     

แบงก์รัฐ พร้อมกลับมาเปิดให้บริการสาขาในห้างฯ วันนี้ตามมติ ศบค

กทม.ออกประกาศ ให้เปิดธนาคาร-สถาบันการเงินในห้าง ได้ถึง 2 ทุ่ม เริ่ม 18 ส.ค.

.. สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ส.ค. 64)–สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (สงร.) และสถาบันการเงินสมาชิก 4 แห่ง ที่มีสาขาให้บริการในห้างสรรพสินค้า ประกอบด้วย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) พร้อมเปิดให้บริการสาขาของธนาคารในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ ตั้งแต่วันพุธที่ 18 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป ตามที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้มีมติให้ปรับมาตรการในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด (สีแดงเข้ม) โดยให้เปิดกิจการธนาคาร/สถาบันการเงินในศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้าได้ เพื่อกระจายช่องทางการใช้บริการและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน โดยมีมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด 26 ข้อปฏิบัติตามข้อเสนอของสมาคมศูนย์การค้าไทย ปัจจุบัน สถาบันการเงินสมาชิกสมาคมสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 4 แห่ง พร้อมให้บริการลูกค้าที่สาขาในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งของลูกค้า และพนักงานทุกคนเป็นสำคัญ พร้อมกำหนดวิธีบริหารจัดการในสาขาภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ซึ่งธนาคารจะพิจารณาการเปิดหรือปิดสาขา และปฏิบัติตามประกาศของจังหวัดหรือรัฐบาลและเจ้าของพื้นที่ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อสาขาที่เปิดให้บริการได้ทาง website ของแต่ละธนาคาร และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐได้กำหนดแนวทางการเปิดให้บริการ ดังนี้

1.สาขาธนาคารที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า สาขาในศูนย์การค้า และสาขาในคอมมูนิตี้มอลล์ ในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด จะเปิดให้บริการตามปกติตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2564 โดยให้บริการไม่เกินเวลา 17.00 น.

2.สาขาในห้างสรรพสินค้า สาขาในศูนย์การค้า หรือสาขาในคอมมูนิตี้มอลล์ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนอกเขตพื้นที่สีแดงเข้ม หรือพื้นที่ควบคุมอื่น ๆ ยังเปิดให้บริการไม่เกินเวลา 17.00 น.

3.สาขาทั่วไปที่เป็นสาขา Stand Alone และไม่ใช่สาขาธนาคารในห้างสรรพสินค้า สามารถเปิดให้บริการตามปกติ 5 วัน หรือ 7 วันทำการ ขึ้นกับการพิจารณาของแต่ละธนาคาร แต่จะเปิดให้บริการไม่เกินเวลา 15.30 น.

4.สาขาใน 3 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เปิดให้บริการไม่เกินเวลา 15.00 น. ทั้งนี้ ธนาคารขอแนะนำให้ลูกค้าทำธุรกรรมผ่านช่องทาง Mobile Banking เพื่อลดการเดินทาง ลดความเสี่ยง และการสัมผัส รวมถึงของดให้บริการแลกเหรียญ และธนบัตรย่อยเป็นการชั่วคราว

สถานการณ์ตาลีบันเพิ่มความเสี่ยง หนุนดอลลาร์แข็งค่า

นักวิเคราะห์จาก ING กล่าวในหมายเหตุว่า “สถานการณ์การเมืองในอัฟกานิสถานอาจเพิ่มการถดถอยอย่างต่อเนื่องของสภาพแวดล้อมความเสี่ยงทั่วโลกอันเนื่องมาจากโควิด-19 อาจต้องประเมินแนวโน้มการเติบโตของเอเชียใหม่”

ข้อมูลที่น่าผิดหวังจากประเทศจีนเมื่อวันจันทร์ เมื่อเดือนกรกฎาคม การผลิตภาคอุตสาหกรรม และ ยอดค้าปลีก ในเดือนกรกฎาคมลดลงเกินคาด ยังคงเป็นสาเหตุให้นักลงทุนทบทวนการเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งล่าสุด

ความวุ่นวายทางการเมืองในอัฟกานิสถาน ขณะที่กลุ่มตาลีบันเข้ายึดเมืองหลวงและผู้ว่าการธนาคารกลางออกนอกประเทศ กระตุ้นให้สกุลเงินของประเทศตกลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นปัจจัยหนุนค่าเงินดอลลาร์มากขึ้น

ด้านสหรัฐฯ ยอดค้าปลีก ในเดือนกรกฎาคม คาดว่าจะเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวทั่วโลก เนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการกลับมาของไวรัสโควิด

ที่น่าสนใจก็คือ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นพูดกับนักศึกษาในช่วงบ่ายของวัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าเขาจะไม่กล่าวถึงนโยบายการเงินในการประชุมครั้งนี้ แต่รอจนกว่าการประชุมสัมมนาที่จะจัดขึ้นที่ Jackson Hole ซึ่งจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า

usd Archives - InfoEuropeFX

จีนเผยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค.โตเพียง 6.4%

จีนเผยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค.โตเพียง 6.4%.สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS ) รายงานในวันนี้ว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนในเดือนก.ค.ขยายตัว 6.4% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจะขยายตัว 7.8% โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างมาก

ยอดค้าปลีกของจีนชะลอตัวลงสู่ระดับ 8.5%

ยอดค้าปลีกของจีนชะลอตัวลงสู่ระดับ 8.5% ต่อปีในเดือนก.ค. ลดลงจากระดับ 12.1% ที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ อัตรานี้ชะลอตัวลงตั้งแต่เพิ่มขึ้นเป็น 34.2% ต่อปีในเดือนมีนาคม การตกต่ำส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากผลกระทบของตัวแปรเดลต้า ยอดขายปีจนถึงปัจจุบันลดลงเหลือ 20.7% ต่อปี เทียบกับ 23.0% ปีก่อนปี การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายนก็ลดลงมาอยู่ที่ 6.4% ต่อปี เทียบกับ 8.3% ในเดือนมิถุนายน โดยภาคการผลิตได้รับผลกระทบ โดยลดลงมาอยู่ที่ 6.2% ต่อปี เทียบกับ 8.7% ของปีก่อนหน้า การฟื้นตัวได้สูญเสียโมเมนตัมไปแล้ว และรายงานเหล่านี้เป็นหลักฐานเพิ่มเติม โดยตัวแปรเดลต้าน่าจะทำให้การเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้น ข้อมูลควรมีน้ำหนักมากขึ้นในตราสารทุน

รัฐบาลช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยปรับลดค่าทวงถามหนี้หากต่ำพันไม่เก็บ มีผลต้นก.ย.64

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ เรื่องการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆในการทวงถามหนี้ ไม่เกิน 1 พันบาท ซึ่งจะมีผลบังคับหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา 30 วัน เป็นต้นไป โดยจะเป็นประโยชน์ต่อลูกหนี้รายย่อยกว่า 12.24 ล้านบัญชี

นายอนุชา ฯ ยังกล่าวว่า เป็นผลจากการทำงานทุกฝ่ายร่วมกันในรัฐบาล โดยคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ที่มีพลเอก อนุพงศ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานได้เร่งดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้กำหนดมาตรการทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชน โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยทึ่ร่วมกันผลักดันการประกาศเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ ภายในต้นเดือนกันยายน 2564 นี้

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้รับข้อร้องเรียนเรื่องการเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรม ปีละหลายพันเรื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาหนี้สินที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนรายย่อยโดยตรงซึ่งความเดือดร้อนที่พบสามารถแบ่งได้ 3 ส่วน ดังนี้

  • การเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้ในอัตราสูงมากและแพงเกินสมควร โดยเฉพาะค่าทวงถามหนี้ภาคสนามสำหรับสินเชื่อเช่าซื้อ ลูกหนี้จำนวนไม่น้อยถูกเรียกเก็บ 2-4 หมื่นบาทต่อครั้ง
  • การเก็บค่าทวงถามหนี้แบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง ผู้ให้บริการจะเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้กี่งวดก็ได้ ทำให้ลูกหนี้บางรายถูกเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้เป็นสิบๆ งวด
  • ความเดือดร้อนที่พบส่วนใหญ่จะตกอยู่กับประชาชนที่จ่ายค่างวดไม่สูงนัก กลายเป็นว่าค่าทวงถามหนี้อาจจะใกล้เคียงหรือบางครั้งสูงกว่าค่างวดที่ไปทวงเสียอีก

คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ ได้ประกาศกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆ ในการทวงถามหนี้ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2564 มีสาระสำคัญ ดังนี้

  • อัตราค่าทวงถามหนี้กรณีทั่วไปรวมจำนำทะเบียน ให้คิดค่าทวงถามหนี้ไม่เกิน 50 บาทต่อรอบการทวงถามหนี้ ในกรณีลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระ 1 งวด และให้คิดไม่เกิน 100 บาทต่อรอบการทวงถามหนี้ ในกรณีลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระมากกว่า 1 งวด
  • อัตราค่าทวงถามหนี้ภาคสนามจะเก็บเพิ่มเติมสำหรับกรณีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ สำหรับค่าใช้ลงพื้นที่ติดตามทวงถามหนี้ตามที่เกิดขึ้นจริง ไม่เกิน 400 บาทต่อรอบการทวงถามหนี้ และจะเก็บได้ต่อเมื่อลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระมากกว่า 1 งวด
  • การยุติการเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้ เพื่อแก้ปัญหาการเก็บค่าทวงถามหนี้หลายสิบงวดแบบไม่มีข้อจำกัด คณะกรรมการฯจึงกำหนดให้การเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้จะยุติเมื่อผู้ให้บริการได้รับชำระหนี้ครบตามจำนวน หรือ มีหนังสือบอกเลิกสัญญา แล้วแต่เหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อน
  • การกำหนดค่างวดที่ต่ำกว่า 1,000 บาท ไม่ให้มีการเก็บค่าทวงถามหนี้ เพื่อคุ้มครองประชาชนรายย่อยที่จ่ายค่างวดจำนวนน้อย ๆ ไม่ให้ต้องจ่ายค่าทวงถามหนี้แพงเกินไปเช่น สมมติมีค่างวดรถมอเตอร์ไซค์ 750 บาท ถ้าลูกหนี้ค้างชำระค่างวด 1 งวด ไม่ให้มีการเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้ แต่ถ้าเกิดค้างชำระอีกเป็น 2 งวดค่างวดค้างชำระสะสมจะเท่ากับ 1,500 บาท กรณีเช่นนี้สามารถเก็บค่าทวงถามหนี้ได้ 50 บาท

การประกาศกำหนดอัตราค่าทวงถามหนี้ที่ชัดเจนในครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกหนี้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเหมือนสภาวะสุญญากาศที่เจ้าหนี้สามารถเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้กี่บาทก็ได้ และกี่ครั้งก็ได้ แต่ในอนาคตจากนี้ไป การทวงถามหนี้จะมีกติกาที่ชัดเจนขึ้น เช่น ในกรณีสินเชื่อทั่วไป ถ้ามีการผิดนัดชำระหนี้ 4 งวด จะเก็บค่าทวงถามในแต่ละงวดเพียง 50, 100, 100, 100 บาทรวมเป็น 350 บาท. ในขณะที่ถ้าเป็นกรณีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่มีค่าทวงถามหนี้ภาคสนามจะอนุญาตให้เก็บค่าทวงถามหนี้ภาคสนามได้ไม่เกินงวดละ 400 บาท โดยเริ่มเก็บได้ในงวดที่ 2 และต้องหยุดเมื่อมีการบอกเลิกสัญญา

ทั้งนี้ ในกรณีที่ประชาชนพบการเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้ในอัตราที่สูงกว่าอัตราที่คณะกรรมการฯกำหนด หรือพบการทวงถามหนี้ในลักษณะข่มขู่ไม่เหมาะ สามารถร้องเรียนมาที่คณะกรรมการทวงถามหนี้ โทร 1567 สายด่วน ศูนย์ดำรงธรรม

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ส.ค. 64)

X