ESG Investing เทรนด์ใหม่การ ลงทฺนระดับโลกที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

ESG หมายถึง Environmental (สิ่งแวดล้อม), Social (สังคม) และ Governance (บรรษัทภิบาล) ซึ่งเป็นแนวทางหรือมาตรฐานที่ใช่ในการประเมินและติดตามการดำเนินงานของธุรกิจและการลงทุนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารบริษัทในทางที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยรวม

สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญ: ปัจจุบันมีความสนใจมากขึ้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่น กำลังเกิดขึ้น เรื่องนี้มีผลกระทบต่อธุรกิจและการลงทุน

ความเคารพสิทธิมนุษยชน: ESG ยังรวมถึงเรื่องความเคารพสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการค้าระหว่างประเทศและในโลกธุรกิจที่มีการเชื่อมโยงอย่างแนบแน่น

จริยธรรมและความโปร่งใส: การทำธุรกิจตามหลัก ESG ยังเน้นความจริยธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินกิจการ เป็นมาตรฐานระดับพื้นฐานที่ยึดถือมานาน

ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มกำหนดให้ ESG เป็นมาตรฐานและข้อบังคับในการดำเนินงาน
ธุรกิจทั่วโลกจึงต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมที่กำลังส่งผลกระทบรุนแรงเข้าขั้นวิกฤติ

นักลงทุนที่รู้จักและเข้าใจ ESG ก่อน ย่อมมีความได้เปรียบในการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

“ESG กลายเป็นกติกาใหม่ในการทำธุรกิจ… นักลงทุนที่รู้จักและเข้าใจ ESGก่อน ย่อมมีความได้เปรียบในการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่กำลังจะมาถึง”

ทำไม ESG จึงมีความสำคัญ?

สำหรับหลายๆ คน การลงทุน ESG เป็นมากกว่าตัวย่อสามตัว เป็นกระบวนการที่ใช้งานได้จริงในการจัดการและวิธีที่บริษัทให้บริการ ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดเช่น 1.พนักงาน 2.ชุมชน 3.ลูกค้า 4.ผู้ถือหุ้น และ5.สิ่งแวดล้อม

“การระบุผลกระทบทั้งเชิงบวกหรือเชิงลบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งห้านี้เป็นสิ่งที่ควรเป็นมาตรวัดสำหรับการลงทุน ESG ที่มีคุณภาพ

นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย บริษัทหลักรัพย์จัดการกองทุนต่าง ๆ ได้นำ ESG มาเป็นส่วนหนึ่งในต้องตอบคำถามผู้ถือหุ้นและนักลงทุน เช่น การวางกลยุทธ์และแนวทางการบริหารความเสี่ยง ESG เพื่อให้สามารถบริหารจัดการผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและสร้างโอกาสในการเติบโตและแข่งข้นได้ในระยะยาว การลงทุนที่คำนึงถึง ESG จึง

เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งมาจากนักลงทุนรุ่นใหม่ที่สนใจ ESG และเห็นว่า ESG สามารถช่วยบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน และอาจสร้างโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนได้ในระยะยาว

คะแนน ESG คำนวณอย่างไร

บริษัทวิจัย ESG จัดทำคะแนนให้กับบริษัทต่างๆ มากมาย คะแนนเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนและมีประโยชน์สำหรับการเปรียบเทียบการลงทุนต่างๆ

Bloomberg, S&P Dow Jones Indices, JUST Capital, MSCI และ Refinitivเป็นบริษัทวิจัย ESG บางส่วนที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด โดยทั่วไปคะแนนจะเป็นไปตามระดับ 100 คะแนน: ยิ่งคะแนนสูงเท่าไร บริษัทก็จะยิ่งดำเนินการตามเกณฑ์ ESG ที่แตกต่างกันได้ดีขึ้นเท่านั้น คะแนนอาจแตกต่างกันไปตามบริษัทต่างๆ ซึ่งอาจใช้หน่วยเมตริกและแผนการถ่วงน้ำหนักที่แตกต่างกัน

แม้ว่าปัจจัยเฉพาะที่ได้รับการประเมินจะแตกต่างกันไปตามบริษัท แต่บริษัทจัดอันดับ ESG มักจะตรวจสอบสิ่งต่างๆ เช่น รายงานประจำปี มาตรการความยั่งยืนขององค์กร และโครงสร้างคณะกรรมการ บริษัทจัดอันดับยังพิจารณาการจัดการทรัพยากร พนักงาน ค่าตอบแทน และการเงินด้วย

การเปลี่ยนแปลงของบริษัทระดับโลก(ยักษ์ขยับแล้ว)

บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกไม่ว่าจะเป็น Apple, Microsoft หรือ Facebook รวมถึงบริษัทชื่อดังอย่างเช่น Burger King, Pepsi หรือ Ikea ด่างพร้อมใจวางนโยบายเพื่อตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสุดท้าย Google (Alphabet) บริษัทผู้พัฒนาเสิร์ชเอนจินได้หันมาซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด 100% เพื่อช่วยผลิตพลังงานสะอาดให้กับบริษัท ครอบคลุมทั้งพลังงานลมและฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ สะท้อนให้เห้นถึงเงินลงทุนที่อาจเข้ามาได้ในอนาคต

แจกฟรี “หนังสือ ลงทุนด้วยกลยุทธ์ Momentum”

ตัวอย่าง “การใช้กลยุทธ์ MomentumแบบBreak Out มีสองวิธีที่ง่ายที่สุดในการค้นหาการตั้งค่าการซื้อขายโมเมนตัมคือการค้นหาการซื้อ breakout trades(ราคาเบรคแนวต้านที่เรากำหนด) หรือใช้ indicator.

มีสองวิธีง่ายๆ ในการระบุโอกาสในการซื้อขายโมเมนตัม: โดยการมองหา momentum breakout trades หรือใช้ indicator .momentum breakoutเกิดขึ้นเมื่อราคาได้เคลื่อนไหวอย่างแข็งแกร่งในทิศทางเดียวแล้วจากนั้นต่อมาจึงเกิดการรวมตัวก่อให้เกิดรูปแบบคล้ายธง หรือกล่อง เมื่อราคาทะลุออกจากรูปแบบนี้ เทรดเดอร์ที่ใช่ระบบโมเมนตัมจะซื้อขายในทิศทางของการทะลุและวิ่งตามโมเมนตัมไปดูกราฟตัวอย่างด้านล่างซึ่งราคาเริ่มสูงขึ้น หยุดชั่วคราวเพื่อรวมตัวในกล่อง จากนั้นแยกออกสูงขึ้น และยังคงโมเมนตัมต่อไป”อ่านฉบับเต็มได้ที่ เพียงแอด LINE แล้วพิมพ์คำว่า “momentum”add line https://lin.ee/1YbWhil

2-3 ปีจากนี้ราคาน้ำตาลมีโอกาสปรับตัวขึ้น

ก่อนหน้านี้มีประเด็นที่น่าสงสัย ราคาน้ำตาลช่่วงที่ผ่านได้รัยผลกระทบจากปรากฎการณ์ธรรมชาติได้มากน้อยเพียงใด เพราะ เคยเฝ้าติดตามราคาช่วงปรากฎการณ์ลานีญา (La Nina)

จากการศึกษาสภาวะฝนและอุณหภูมิของประเทศไทย 50 ปี พบว่าในปีลานีญาปริมาณฝนของประเทศไทยส่วนใหญ่สูงกว่าปกติ ส่วนประเทศฝั่งอเมริกาใต้ก็จะเกิดสภาวะตรงข้ามคือ อากาศร้อน แห้งแล้งกว่าปกติ

บนโลกนี้ น้ำตาลผลิตจากอ้อย คิดเป็นสัดส่วน 77.9% ของผลผลิตน้ำตาลทั้งหมด แหล่งผลิตหลักมาจากประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร อาทิ บราซิล และประเทศในเอเชียแปซิฟิก อาทิ อินเดีย และไทย .ผลิตรายใหญ่สุดของโลก คือ อินเดีย (19.1% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก) บราซิล (16.4%) สหภาพยุโรป (10.0%) และไทย (8.1%) (ข้อมูลปี 2562)

ราคาน้ำตาลหลักที่เข้าใจราคาขึ้นลงตามผลผลิต supply น้อยราคาย่อมสูงขึ้น ซึ่งผลผลิตน้ำตาลมาจากอ้อย ซึ่งเป็นพืชที่ไม่ชอบภัยแล้ง หรือ ปรากฎการณ์เอลนีโญ

อย่างในช่วงเหตุการณ์ ปี 2015-2017 ราคาน้ำตลาดพุ่งสูงสุด 38% จากปัญหาภัยแล้งรุนแรงในเอเชียและภาวะฝนตกหนักในบราซิล ทำให้ผลผลิตอ้อยเสียหาย ส่งผลให้อุปทานน้ำตาลโลกปี 2016 หดตัว 7.1% อยู่ที่ 165.0 ล้านตัน และ ปี 2020 ผลผลิตน้ำตาลทรายในตลาดโลกหดตัว 7.5% เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น บราซิล อินเดีย และไทยเผชิญภาวะภัยแล้งรุนแรง รวมถึงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนสะดุดลงชั่วคราว และเกิดความไม่แน่นอนของปริมาณส่งออกน้ำตาลทราย

ผลักดันให้ราคาน้ำตาลทรายดิบโลกแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี ในเดือนกุมภาพันธ์ เฉลี่ยอยู่ที่ 332.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน เพิ่มขึ้น 4.3% และ 12.8% จากปีก่อนหน้า ตามลำ.ข่าวช่วงนี้เราจะได้ยินกันเยอะมากๆ 3 ปีนับจากนี้ประเทศเรา และอินเดีย จะต้องเจอกับปัญหาภัยแล้งยาวนาน คำถามเกิดขึ้นในหัวว่า มันจะทำให้ผลผลิตลดลงหรือไม่ และทำให้ราคาน้ำตาลพุ่งสุงไหม? จะได้เตรียมทำการบ้านหุ้นน้ำตาลรอไว้

เพื่อนๆ คิดว่าอย่างไรครับ comment มาบอกกันหน่อย ไว้ผมหาข้อมูลมา share เพิ่มให้ เจอกันที่ Threads นะครับ

https://www.threads.net/@ruklabhoon ฝากกดติดตาม ด้วยนะครับ ใครที่ชอบข้อมูลเชิงลึก เชิงสถิติ#ภัยแล้ง#ลงทุน#ตลาดหุ้น#น้ำตาล#ksl#kbs#brr#หุ้น#ตลาดหุ้น#ลานีญา#เอลนีโญ

สรุปหนังสือ ‘ที่สุดของ VI’ โดย ชาย มโนภาส Part1

…………………………………………………………………………………………………….

3 บทความนับจากนี้ ประกอบด้วย 

PART 1: เรียนรู้

PART 2: แยกแยะ

PART 3: ตกผลึก

…………………………………………………………………

🖊การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI : Value investment) คือการเดินทางอันยาวนาน ระหว่างทางอาจพบเจอกับอุปสรรคมากมาย รุ่นพี่นักลงทุนผู้หนึ่งเคยกล่าวว่า “สำหรับคนที่บริหารจิตใจตนเองไม่เป็นนั้น การได้มารู้จักตลาดหุ้น อาจเป็นเรื่องโชคร้ายที่สุดในชีวิตของเขา” : ไม้ฟืน : พะเนียง พงษธา🖊

……….

🟥PART 1: เรียนรู้

………

🗞การเดินทาง🗞

การลงทุนเปรียบเสมือนการเดินทาง นักเดินทางสามารถเลือกสรรวิธีการเดินทางได้หลากหลายแบบตามจริตของแต่ละปัจเจกบุคคล เฉกเช่นเดียวกัน หนทางก้าวเดินไปสู่ความมั่งคั่งล้วนหลากหลาย เราจะเลือกแบบใดก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความชอบส่วนตัว ความสามารถ และองค์ความรู้ บางแนวทางนั้นมีผู้ที่ประสบความสำเร็จมากมาย หากแต่เพียงไม่เหมาะกับตัวเรา เมื่อตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในแนวทางและหลักการ หมั่นศึกษาหาความรู้ ฝึกฝนจนชำนาญ เกิดการตกตะกอนของความรู้ ผมเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นแนวทางใดก็ตามนั้นสามารถนำทางไปสู่ความสำเร็จด้านการลงทุนในที่สุด

…………………………………

🗞อดทน🗞

นักลงทุนที่มีแนวโน้มประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นนั้นต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความอดทน บางคนเวลาลงทุนชอบใช้ ‘ข้อมูลสำเร็จรูป’ ประเภทที่ว่าบอกชื่อหุ้น บอกแนวรับ แนวต้าน มาเสร็จสรรพ อาจไม่เคยรู้เลยว่าหุ้นที่เข้าซื้อไปนั้นประกอบธุรกิจอะไร ทำมาหากินอย่างไร มองกระบวนการลงทุนเป็นเพียงสัญลักษณ์และตัวเลขวิ่งขึ้นๆลงๆ นักลงทุนประเภทนี้คงยากที่จะพบเจอกับความสำเร็จ อยู่ในตลาดหุ้นมองเห็นแต่เพียงความโลภ จงอย่าลืมว่า “ความอดทนเปรียบเสมือนตัวคูณ”

…………………………………

🗞ความแตกต่าง🗞

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว ล้วนสามารถสร้างความมั่งคั่งได้เสมอ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การคัดเลือกหุ้นเพื่อลงทุน คุณจำเป็นต้องใช้ความรู้ในการวิเคราะห์บริษัท มีความเข้าใจในกิจการและอุตสาหกรรมพอสมควร ไม่ใช่การนึกคิดวาดฝันไปเอง แน่นอนว่าหากเราใส่ความทุ่มเทพยายามไปเท่าไหร่ ขนาดของกำไรที่พอจะคาดหวังได้ก็คงไม่แตกต่างกัน

…………………………………

🗞ถึงนักลงทุนพอร์ตเล็ก🗞

ณ ตลาดหุ้นไทย ผมเชื่อว่ายังมีบริษัทที่ซื้อขายกันในราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานอยู่ สำหรับนักลงทุนที่พอร์ตยังเล็ก เงินยังน้อย ก็อย่าเพิ่งถอดใจไปเสียว่าโอกาสทางการลงทุนดีๆคงหมดไปแล้ว เล่นหุ้นเอาสนุกก็พอ คุณควรใส่ใจในรายละเอียดเพื่อค้นหาโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น ผมเชื่อเสมอว่าในโลกแห่งการลงทุน ถ้าเราเริ่มต้นด้วยความยาก เมื่อเวลาผ่านไปจนเกิดเป็นความชำนาญแล้ว กระบวนการลงทุนก็จะมุ่งหน้าไปสู่ความเรียบง่าย ลดความซับซ้อนลงไปมาก หากเราเริ่มต้นชีวิตนักลงทุนด้วยการมองหาความง่าย ใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ไม่มีวินัย ไม่แสวงหาความรู้ ความสำเร็จคงเกิดขึ้นได้ยาก

ผู้ที่อยู่ในจุดเริ่มต้นของชีวิตนักลงทุนควรถามตนเองให้ดีก่อนว่า “เราจะเอาอะไรไปสู้กับคนอื่นเขา” เมื่อในตลาดหุ้นนั้นเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ ผมเชื่อว่าสำหรับนักลงทุนรายย่อย คงมีเพียงความรู้ที่เข้มข้น การรู้จักอดทนและรอคอย ที่จะช่วยให้ฝันเรื่องอิสรภาพทางการเงินกลายเป็นความจริง

…………………………………

🗞เหนือกว่าวอลล์สตรีท🗞

ในกระบวนการลงทุนนั้นความรู้เรื่องบัญชีและธุรกิจเป็นสิ่งที่ร่ำเรียนกันได้ไม่ยากเย็นนัก แต่ในที่สุดนักลงทุนซึ่งประสบความสำเร็จจะเฉือนคมกันที่รายละเอียด และความใส่ใจต่อหุ้นที่พวกเขาถือครองอยู่ ดังที่ ‘จิม โรเจอร์ส (Jim Rogers)’ เคยกล่าวไว้ว่า “หากคุณอ่านรายงานประจำปีของบริษัท คุณก็จะเหนือกว่าคนอีก 98% ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท” ความเชื่อประมาณที่ว่านักลงทุนระยะยาวมักซื้อหุ้นที่มี P/E ต่ำ และจ่ายเงินปันผลสูงนั้นมีมาช้านาน การที่นักลงทุนคัดเลือกหุ้นแบบปักธงในใจมาแล้วนั้นอาจทำให้พลาดโอกาสในการลงทุนที่ดีได้

………………………………….

🗞ความได้เปรียบ🗞

หากคุณเป็นนักลงทุนที่มีความชำนาญพิเศษในอุตสาหกรรมใดๆอันสืบเนื่องมาจากการศึกษา หน้าที่การงาน หรือชีวิตประจำวัน ก็ไม่ควรปล่อยองค์ความรู้ที่มีให้สูญเปล่า ผมเคยเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่ง และมีโอกาสได้พบกับนักลงทุนที่มีอาชีพหลักเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เขาสนใจเข้าลงทุนในบริษัทนี้เพราะเข้าใจสภาวะตลาดวัสดุก่อสร้างเป็นอย่างดี เรียกได้ว่า ‘มีความได้เปรียบในการแข่งขันทางการลงทุน’ แต่หากเราเป็นนักลงทุนธรรมดาทั่วไป ขอให้นึกถึงคำแนะนำของ ‘แจ๊ก เวลช์ (Jack Welch)’ อดีตประธานบริษัท General Electric ที่เคยกล่าวไว้ว่า “หากไม่มีความสามารถในการแข่งขัน จงอย่าแข่งขัน” กลับมาลงทุนในกิจการที่คุ้นเคยกันดีกว่าครับ

………………………………….

🗞เล่นหุ้นตามเซียน🗞

มุมมองหรือทัศนคติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งของเซียนหรือผู้เชี่ยวชาญอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา ไม่มีอะไรแน่นอน การฟังความคิดเห็นจากผู้รู้นั้นเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่การฟังแล้วปักใจเชื่อว่ามันจะต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน อาจทำให้เรามีมุมมองด้านต่างๆคับแคบจนเกินไป เราควรให้น้ำหนักกับสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง (Fact) มากกว่าข้อคิดเห็น (Opinion)

…………………………………..

🗞การเงินสำหรับคนธรรมดา🗞

การเริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อย หากได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และมีอายุยืนยาวนั้นเป็นตัวช่วยชั้นดีต่อการสร้างความมั่งคั่งอย่างไม่ยากเย็นจนเกินไปนัก จุดตัดสำคัญในการลงทุนสำหรับคนทั่วไปคือคุณต้องแยกแยะให้ออกว่าธุรกิจใดเหมาะสมแก่การลงทุนระยะยาว บริษัทซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อคัดเลือกมาเป็นอย่างดีแล้วก็ใส่เงินออมลงไปพอสมควร จากนั้นเหลือเพียงแค่รอเวลาให้เครื่องจักรแห่งความมั่งคั่งทำงานต่อไปเรื่อยๆ คนธรรมดาสามารถบรรลุเป้าหมายทางการออมได้ หากพวกเขามุ่งมั่น เอาจริง มีวินัย และไม่ใช้จ่ายเงินจนเกินตัว

………………………………..

🗞ไม่มีอะไรที่แน่นอน🗞

นักลงทุนทั่วไปสามารถจำกัดความเสี่ยงในการลงทุนได้ด้วยตนเอง เช่นกระจายการถือครองหุ้นไปในหลายบริษัท หลากหลายอุตสาหกรรม และถือครองเงินสดไว้ในระดับที่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล หากมีการกู้ยืมเงินมาลงทุนก็ควรอยู่ในระดับที่ไม่มากเกินไป สามารถบริหารจัดการได้ ‘วอเร็น บัฟเฟตต์ (Warren Buffett)’ ถือครองเงินสดประมาณ 10 – 20% จากสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท ‘Berkshire Hathaway’ อยู่ตลอดเวลา เพราะเขาเชื่อว่าหากมีข้อเสนอทางการลงทุนดีๆผ่านเข้ามาจะได้ไขว่คว้าไว้อย่างทันท่วงที

‘โฮเวิร์ด มาร์ค (Howard Marks)’ เคยกล่าวไว้ว่า “เราไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในอนาคต แต่เราสามารถเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ได้” นี่เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างมากสำหรับการดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ที่ไม่มีอะไรแน่นอน

………………………………….

🗞กระจายความเสี่ยง🗞

การกระจายความเสี่ยงนั้นหากนักลงทุนนำมาใช้อย่างถูกต้องก็สามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มพูนความมั่งคั่งได้ แต่ในทางกลับกันก็อาจสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลได้เช่นกันหากกระทำด้วยความไม่รู้ เช่นการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่เราขาดความเชี่ยวชาญหรือความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ความรู้ในสินทรัพย์นั้นๆแทบไม่มี แบบนี้เรียกว่าการ ‘เดินเข้าหาความเสี่ยง’ คงได้รับบาดแผลกลับมาอย่างแน่นอน

………………………………

🗞เมฆหมอกแห่งการลงทุน🗞

ปัญหาหลักของนักลงทุนในปัจจุบันนี้ไม่ใช่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หากแต่เป็นการวิเคราะห์ข่าวสารเพื่อกลั่นกรองและพัฒนาไปสู่กลยุทธ์การลงทุน หากเราหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ มองทุกสิ่งให้รอบด้านและเป็นกลาง ก็จะสามารถมองผ่านเมฆหมอกและค้นพบโอกาสดีๆทางการลงทุนได้ในท้ายที่สุด

……………………………….

🗞คิดอย่างเป็นอิสระ🗞

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่นั้นมีความเชี่ยวชาญด้านบัญชีและงบการเงินอย่างทะลุปุโปร่ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินทุกคนจะประสบความสำเร็จในการลงทุน ยังมีปัจจัยสำคัญอีกมากมายซึ่งนอกเหนือไปจากความรู้ด้านการเงิน ไม่แน่ว่าพื้นฐานทางด้านจิตวิทยานั้นอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จ ‘วอเร็น บัฟเฟตต์’ กล่าวไว้ว่า “คุณไม่มีวันเข้าถึงความสำเร็จในการลงทุนได้ หากคุณยังไม่สามารถคิดได้อย่างเป็นอิสระ” ระบบความคิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

นักลงทุนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ที่เริ่มสนใจในตลาดหุ้น มักเริ่มต้นด้วยการศึกษาด้านการเงินก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่เมื่อศึกษาด้านการเงินมาพอสมควรแล้วก็ควรศึกษาหาความรู้แขนงอื่นๆเพิ่มเติมด้วย เพื่อเปิดมุมมองให้กว้างและแหลมคมยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากนั้นหากคุณเชื่อว่า “ความคิดที่ดีเกิดขึ้นจากใจที่ดี” ก็น่าจะศึกษาเรื่องการฝึกจิตใจดูบ้าง ผมเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อชีวิตในฐานะนักลงทุนและมนุษย์คนหนึ่งบ้างไม่มากก็น้อยในอนาคต

………………………………………………………………………………..

📌แล้วพบกันใหม่สำหรับบทความตอนต่อไปใน ‘PART 2: แยกแยะ’ และ ‘PART 3: ตกผลึก’ เร็วๆนี้

📌ป.ล. หนังสือเล่มดังกล่าวนี้จะถูกจัดจำหน่ายผ่านช่องทาง ‘สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) : THAI VI’ หากแต่ยังไม่มีกำหนดการอันแน่นอน รอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งนะครับ ไม่นานเกินรอ ขอขอบคุณ THAI VI และคุณชาย มโนภาส ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ขอให้มีความสุขกับการลงทุน ในทุกๆวันนะครับ 😊

THINK &TRADE LIKE A CHAMPION แจกหนังสือสรุป

Mark Minervini เป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จัก ซึ่งประสบความสำเร็จในการซื้อขายในตลาดมานาน เขาเป็นนักพูดและผู้ให้ความรู้ ช่วยให้เทรดเดอร์มีความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อขายโดยการเรียนรู้วิธีคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาโดยใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค ข้อมูลเชิงลึก ระบบการลงทุนของเขาได้รับการชื่นชมจากทั้งเทรดเดอร์มากมายเพราะเขาอธิบายง่ายๆ และใช้จริงแจกหนังสือดีรับปีใหม่ครับ ขอบคุณที่สนับสนุนพวกเราLabhoonเสมอมาครับ^

Tender Offer คืออะไร

Tender Offer คือการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ

เราคงเคยได้ยินคำว่า Take Over บริษัทนั่นก็คือการที่มีคนเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และ มีอิทธิพลเหนือการบริหารงานของบริษัทซึ่งการกระทำในลักษณะนี้ เรียกว่า “การครอบงำกิจการ” นั้นเอง

อย่างไรก็ตามในฐานะที่เราเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยคงมีคำถามว่า เมื่อบริษัทถูกครอบงำกิจการจะมีกฎกติกาอะไรหรือไม่ ที่จะทำให้เราไม่เสียเปรียบนั่นก็เป็นที่มาของกฎเกณฑ์เรื่องการครอบงำกิจการกฎเกณฑ์เรื่องนี้ระบุไว้ว่า คนที่เข้ามาครอบงำกิจการ จะต้องทำคำเสนอซื้อ หรือ Tender Offer จากผู้ถือหุ้นรายอื่นที่เหลือทั้งหมดของกิจการด้วย.การทำคำเสนอซื้อตามหน้าที่แบบนี้ จะเรียกว่า Mandatory Tender Offer ซึ่งจะต้องทำเมื่อผู้ที่ครอบงำกิจการได้หุ้นจนถือหุ้นถึง ร้อยละ 25, 50, 75 ขึ้นไปของกิจการ.ทั้งนี้ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ เพื่อปกป้องรายย่อย เช่น การกำหนดให้ราคา Tender Offer ต้องไม่ต่ำกว่าราคาสูงสุดที่คนเข้ามาครอบงำกิจการเคยซื้อภายใน 90 วัน อีกด้วย

#TenderOffer

X